นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ยังมีสัญญาณฟื้นตัวไม่ทั่ วถึง (K-Shaped Recovery) แม้ ในภาพรวมสามารถประคองการขยายตั วไว้ได้ในระดับที่สูงกว่าปี 2566 โดยภาคการท่องเที่ยวและการส่ งออกสินค้าบางหมวดที่ได้รับอานิ สงส์จากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี ขยายตัวได้ดี แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนยั งมีสัญญาณอ่อนแอท่ามกลางแรงกดดั นต่อเนื่องจากปั ญหาความสามารถในการแข่งขัน ข้อจำกัดของกำลังซื้อทั้ งในและต่างประเทศ และปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่ อยู่ในระดับสูง สำหรับในปี 2568 แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิ จไทยเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากความไม่แน่ นอนของนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขั ดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจี น ปัญหาในภาคการผลิตและภาระหนี้ เอกชนที่อยู่ในระดับสูงซึ่งเป็ นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ เวลาในการแก้ไข

ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยต่
ในไตรมาส 4 ปี 2567 ธนาคารและบริษัทย่อยมี กำไรจากการดำเนินงานก่อนหั กผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่ าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 25,513 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,665 ล้านบาท หรือ 6.13% จากไตรมาส 3 ปี 2567 โดยรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ มีจำนวน 48,685 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนิ นงานอื่น ๆ มีจำนวน 23,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,671 ล้านบาท หรือ 7.77% ซึ่งเป็นตามฤดูกาล รวมทั้งมีการตั้งสำรองผลขาดทุน ด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้ นจำนวน 12,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 590 ล้านบาท หรือ 5.06% ตามหลักความระมัดระวังอย่ างต่อเนื่อง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสมรองรั บความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2567 มีจำนวน 10,494 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,471 ล้านบาท หรือ 12.30% จากไตรมาสก่อน
ในปี 2567 ธนาคารและบริษัทย่อยมี กำไรจากการดำเนินงานก่อนหั กผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่ าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 110,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,988 ล้านบาท หรือ 2.77% จากปีก่อน โดยรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ มีจำนวน 197,946 ล้านบาท เติบโตจำนวน 5,293 ล้านบาท หรือ 2.75% เป็นผลจากการดำเนินการตามยุ ทธศาสตร์ของธนาคาร และการขยายตัวของปริมาณธุรกิจ โดยในปี 2567 ค่าใช้จ่ายจากการดำเนิ นงานอื่น ๆ มีจำนวน 87,273 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,305 ล้านบาท หรือ 2.71% จากปีก่อน สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) ในปี 2567 อยู่ที่ 44.09% ใกล้เคียงกับปีก่ อนจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ ายให้เกิดความคุ้มค่า และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนิ นงานอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงตั้ งสำรองฯ ตามหลักความระมัดระวังอย่างต่ อเนื่องในทุกไตรมาส เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของปั จจัยต่าง ๆ รวมถึงภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิ จที่เติบโตช้าและในอัตราที่ต่ำ แม้ว่าสำรองผลขาดทุนด้านเครดิ ตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss : ECL) ลดลง 8.85% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2567 มีจำนวน 48,598 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 6,193 ล้านบาท หรือ 14.60%
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 149,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 932 ล้านบาท หรือ 0.63% จากปีก่อน ส่วนหนึ่งจากเงินให้สินเชื่อที่ เติบโตได้จำกัดสอดคล้องกั บภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับการยกระดั บกระบวนการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่ างมีคุณภาพ โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่ อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin : NIM) อยู่ที่ 3.64% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 48,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4,361 ล้านบาท หรือ 9.86% หลัก ๆ จากรายได้ค่าธรรมเนียมรั บจากการให้บริการบริหารความมั่ งคั่งให้ลูกค้าผ่านการนำเสนอผลิ ตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้ งของธนาคารและบริษัทย่อย รวมทั้งพันธมิตร นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากเครื่องมื อทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมู ลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และรายได้จากการลงทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้จากการให้บริการด้ านปริวรรตเงินตราต่างประเทศเพิ่ มขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตั วของการท่องเที่ยว
ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 87,273 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,305 ล้านบาท หรือ 2.71% จากปี 2566 เป็นการเพิ่มในอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับค่าใช่จ่ ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ของปี 2566 ที่เติบโตจากปีก่อนหน้ าในระดับที่สูง ซึ่งเป็นผลจากการมุ่งเน้นการบริ หารจัดการค่าใช้จ่ายให้เกิ ดความคุ้มค่า และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนิ นงานอย่างต่อเนื่อง โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่ น ๆ หลัก ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ ยวกับพนักงาน ค่าใช้จ่ายทางการตลาดซึ่งสอดคล้ องกับปริมาณการขยายตัวของธุรกิจ รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการขยายช่ องทางการให้บริการลูกค้า
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์ รวมจำนวน 4,325,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 41,731 ล้านบาท หรือ 0.97% โดยเงินให้สินเชื่อสุทธิ มีจำนวน 2,390,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 18,695 ล้านบาท หรือ 0.79% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับการยกระดั บกระบวนการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่ างมีคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกั บนโยบายของธนาคารในการบริหารจั ดการคุณภาพสินทรัพย์ให้มีประสิ ทธิผลสูงสุดอย่างระมัดระวั งรอบคอบ โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยั งคงมีการเติบโต เงินรับฝากมีจำนวน 2,718,675 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 19,113 ล้านบาท หรือ 0.71% สำหรับเงินให้สินเชื่อด้อยคุ ณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.18% โดยธนาคารยังคงติดตามและจั ดการคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิ ดและรอบคอบ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือลูกค้ าอย่างเหมาะสม และปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่ มประสิทธิภาพการติดตามหนี้ รวมทั้งพิจารณาตั้งสำรองฯ อย่างเพียงพอตามหลักความระมั ดระวัง โดยมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุ นด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้ นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) สูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 153.27% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้ งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่ มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิ กรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.25%